เนื้อสัตว์แปรรูป มะเร็งลำไส้ เสี่ยงจริงไหม? ไส้กรอก แฮม เบคอน กุนเชียง หมูยอ กินได้แค่ไหน

WHO จัดเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 แต่ไม่ได้อันตรายเท่าบุหรี่ นารักษ์สรุปความเสี่ยงจริงของไส้กรอก แฮม กุนเชียง หมูยอ 50 กรัมหน้าตาเป็นอย่างไร และวิธีกินให้พอดีค่ะ

เนื้อสัตว์แปรรูปเสี่ยงมะเร็งลำไส้จริงไหม ผู้หญิงไทยถือไส้กรอกเสียบไม้มองอย่างกังวล หน้าเคาน์เตอร์มีแฮม เบคอน กุนเชียง และหมูยอ

เช้าแวะร้านสะดวกซื้อหยิบไส้กรอกย่างหนึ่งไม้ กลางวันข้าวผัดแฮม เย็นกลับบ้านเจอแม่ทอดกุนเชียงรอไว้ ดึกๆ ลูกชิ้นปิ้งอีกสองไม้ พอเลื่อนเจอข่าว “ไส้กรอกก่อมะเร็งเท่าบุหรี่” ในโซเชียล ก็ใจหายวาบ นี่เรากินมะเร็งเข้าไปทั้งวันเลยหรือเปล่าเนี่ย?

เนื้อสัตว์แปรรูป มะเร็งลำไส้ เกี่ยวข้องกันจริงค่ะ องค์การอนามัยโลกจัดเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก แต่ “ชัดเจน” ไม่ได้แปลว่า “อันตรายเท่าบุหรี่” และความเสี่ยงจริงของคนหนึ่งคนยังถือว่าน้อย ถ้ารู้ขนาดของมันและกินให้พอดี วันนี้นารักษ์ชวนมาดูตัวเลขจริงกัน พร้อมวิธีกินไส้กรอก หมูยอ กุนเชียงแบบไม่ต้องตื่นตูมค่ะ

เนื้อสัตว์แปรรูป มะเร็งลำไส้ WHO จัดไว้กลุ่มไหน?

ในปี 2558 (ค.ศ. 2015) สำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านมะเร็งขององค์การอนามัยโลก จัดให้เนื้อสัตว์แปรรูปเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์กลุ่ม 1 (Group 1) และเนื้อแดงเป็นกลุ่ม 2A คือน่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์ค่ะ จากการทบทวนงานวิจัยมากกว่า 800 ชิ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ 22 คนจาก 10 ประเทศ

ตามนิยามของ IARC เนื้อสัตว์แปรรูป (Processed Meat) คือเนื้อที่ผ่านการใส่เกลือ หมัก บ่ม รมควัน หรือกรรมวิธีอื่นเพื่อเพิ่มรสชาติหรือยืดอายุ ส่วนเนื้อแดง (Red Meat) คือเนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น หมู วัว แกะ แพะ ถ้าแปลเป็นของใกล้ตัวคนไทย ก็เป็นแบบนี้ค่ะ

กลุ่มตัวอย่างอาหารไทยใกล้ตัวIARC จัดไว้
เนื้อสัตว์แปรรูปไส้กรอก แฮม เบคอน กุนเชียง หมูยอ แหนม ไส้กรอกอีสาน ลูกชิ้น หมูแผ่น หมูหยอง เนื้อเค็ม เนื้อสวรรค์ อาหารกระป๋องที่ทำจากเนื้อกลุ่ม 1 ก่อมะเร็งในมนุษย์ (หลักฐานเพียงพอ)
เนื้อแดงสดหมูสับ หมูสามชั้น สันคอหมู เนื้อวัว เนื้อแพะกลุ่ม 2A น่าจะก่อมะเร็ง (หลักฐานในคนยังจำกัด)
เนื้อขาวและโปรตีนอื่นไก่ เป็ด ปลา ไข่ เต้าหู้ ถั่วไม่ได้อยู่ในการประเมินครั้งนี้

หลักฐานชัดที่สุดคือมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Cancer) ส่วนเนื้อแดงพบความเกี่ยวข้องกับมะเร็งตับอ่อนและมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย แต่ยังไม่แน่ชัดเท่าค่ะ

กลุ่ม 1 เหมือนบุหรี่ แปลว่าอันตรายเท่าบุหรี่ไหม?

ไม่ใช่ค่ะ กลุ่มของ IARC บอกความมั่นใจของหลักฐานว่าสิ่งนั้นก่อมะเร็งได้หรือไม่ ไม่ได้บอกว่าก่อมะเร็งมากแค่ไหน องค์การอนามัยโลกอธิบายไว้ตรงๆ ว่าการจัดกลุ่มนี้วัดน้ำหนักของหลักฐาน ไม่ได้วัดโอกาสที่จะเป็นมะเร็งจากการได้รับในปริมาณหนึ่งๆ

ลองนึกภาพกรรมการสองคนที่ “มั่นใจเต็มร้อย” ว่าทั้งไม้จิ้มฟันและมีดทำครัวบาดมือได้ ความมั่นใจเท่ากัน แต่แผลไม่เท่ากันแน่นอน บุหรี่กับไส้กรอกก็คล้ายกันค่ะ ทั้งคู่อยู่กลุ่ม 1 แต่บทความของสหภาพนานาชาติต่อต้านมะเร็ง (UICC) ยกตัวเลขประมาณการว่า บุหรี่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตจากมะเร็งราว 1 ล้านคนต่อปีทั่วโลก ขณะที่เนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูปรวมกันอยู่ราว 34,000 คน

เสี่ยงเพิ่ม 18% แปลว่าอะไร? ความเสี่ยงจริงสูงแค่ไหน

IARC สรุปว่าการกินเนื้อสัตว์แปรรูปทุกวัน วันละ 50 กรัม เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ประมาณ 18% ตัวเลขนี้คือความเสี่ยงสัมพัทธ์ (Relative Risk) แปลว่าความเสี่ยงเดิมของเราจะคูณ 1.18 ไม่ได้แปลว่ามีโอกาสเป็นมะเร็ง 18% อย่างที่หลายคนเข้าใจผิดค่ะ

เสี่ยงเพิ่ม 18% ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็ง 18% จากคน 1,000 คน กลุ่มกินน้อยป่วยมะเร็งลำไส้ราว 56 คน กลุ่มกินมากราว 66 คน

ถ้าอยากเห็นภาพชัด ต้องดูความเสี่ยงสัมบูรณ์ (Absolute Risk) หรือนับเป็นจำนวนคนจริงๆ ซึ่งองค์กรมะเร็งในต่างประเทศคำนวณไว้แบบนี้

ข้อมูลจากกินน้อยหรือไม่กินกินมาก
Cancer Research UK (คนอังกฤษ 1,000 คน ตลอดชีวิต)ป่วยมะเร็งลำไส้ประมาณ 56 คนประมาณ 66 คน (เพิ่มราว 10 คน)
UICC (คนออสเตรเลีย ตลอดชีวิต)ประมาณ 7.9% หรือราว 1 ใน 13ประมาณ 9.3% หรือราว 1 ใน 11 (กินวันละ 50 กรัมทุกวัน)

สรุปง่ายๆ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจริง แต่ไม่ได้พุ่งพรวด อย่างที่หัวหน้าโครงการ IARC พูดไว้ว่า สำหรับคนคนหนึ่งความเสี่ยงยังถือว่าน้อย แต่จะมากขึ้นตามปริมาณที่กิน และเพราะคนกินกันทั้งโลก ผลรวมจึงสำคัญในระดับสาธารณสุขค่ะ (ตัวเลขนี้มาจากต่างประเทศ ความเสี่ยงพื้นฐานของคนไทยอาจต่างออกไป)

ทำไมเนื้อสัตว์แปรรูปถึงเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้?

มีตัวการหลักอยู่สามกลุ่มค่ะ คือสารจากสารกันเสีย สารที่เกิดตอนปรุงด้วยไฟแรง และฮีม (Haem) สีแดงในเนื้อสัตว์ ทั้งหมดทำร้ายเซลล์เยื่อบุลำไส้ได้ และความเสียหายค่อยๆ สะสมเมื่อกินบ่อยต่อเนื่องหลายปี

1. ไนไตรท์และไนเตรต สารกันเสียที่ทำให้เนื้อสีชมพูสวย

ไนไตรท์ (Nitrite) และไนเตรต (Nitrate) ช่วยยับยั้งเชื้อโรคและทำให้ไส้กรอก แฮม หมูยอมีสีชมพูน่ากิน แต่ในร่างกายหรือเมื่อโดนความร้อนสูง มันเปลี่ยนเป็นสารกลุ่มไนโตรซามีน (Nitrosamines) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งได้ค่ะ กฎหมายไทยจึงกำหนดให้มีไนเตรตไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และไนไตรท์ไม่เกิน 80 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

ผลเฝ้าระวังของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่แถลงเมื่อพฤษภาคม 2569 พบว่ากลุ่มไส้กรอก โบโลน่า แฮม ตรวจเจอสารกลุ่มนี้บ่อยแต่ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ ส่วนกลุ่มแหนม หมูยอ ไส้กรอกอีสาน กุนเชียง มี 4 ตัวอย่างที่เกินมาตรฐาน กรมฯ แนะนำให้เลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่สีชมพูแดงสดผิดธรรมชาติ และไม่กินซ้ำๆ ทุกวันค่ะ

2. ปิ้ง ย่าง ทอดไฟแรงจนไหม้

เมื่อเนื้อสัตว์ถูกปรุงด้วยอุณหภูมิสูงนานๆ อย่างทอดในกระทะ ย่างบนเตาถ่าน หรือปิ้งจนเกรียมไหม้ จะเกิดสาร HCAs (Heterocyclic Amines) และ PAHs (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons) โดยเฉพาะเวลามันหยดลงถ่านแล้วเกิดควันรมกลับขึ้นมา สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ (NCI) ระบุว่าสารเหล่านี้ก่อมะเร็งในสัตว์ทดลองที่ได้รับปริมาณสูงมาก แม้ในคนหลักฐานยังไม่ชัด ไส้กรอกปิ้งจนเกรียมจึงเหมือนได้สองต่อ ใครชอบหมูกระทะ อ่านต่อได้ที่ หมูกระทะกับนมสด ค่ะ

3. โซเดียมสูงแบบไม่รู้ตัว

เนื้อสัตว์แปรรูปเกือบทุกชนิดใส่เกลือเยอะ ทั้งหมูยอ แหนม กุนเชียง แฮม เบคอน องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ใหญ่ได้รับโซเดียมไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม ซึ่งหน่วยงานสาธารณสุขไทยก็ใช้ตัวเลขเดียวกัน หรือเกลือไม่ถึง 1 ช้อนชา โซเดียมที่มากเกินเพิ่มความเสี่ยงความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต และ WHO ยังระบุถึงมะเร็งกระเพาะอาหารด้วย ข้อนี้ไม่ได้เกี่ยวกับมะเร็งลำไส้โดยตรง แต่เป็นอีกเหตุผลที่ไม่ควรกินทุกมื้อค่ะ

อีกเรื่องที่ควรรู้ ผลิตภัณฑ์ที่เขียนว่า “ไม่ใส่ไนไตรท์” ก็ยังนับเป็นเนื้อสัตว์แปรรูปอยู่ดี Cancer Research UK อธิบายว่าการตัดสารกลุ่มนี้ออกอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไปค่ะ

เนื้อสัตว์แปรรูป 50 กรัม หน้าตาเป็นอย่างไร?

50 กรัมน้อยกว่าที่คิดค่ะ บางทีแค่ไส้กรอกชิ้นใหญ่ชิ้นเดียวก็เกือบถึงแล้ว ตารางนี้เป็นตัวเลขโดยประมาณ ขนาดจริงต่างกันไปตามยี่ห้อและร้าน วิธีที่แม่นที่สุดคือดูน้ำหนักบนฉลากค่ะ

เนื้อสัตว์แปรรูป 50 กรัม เท่ากับแฮมแผ่นบาง 2 แผ่น ไส้กรอกชิ้นใหญ่ 1 ชิ้น เบคอน 4 ถึง 6 ชิ้น กุนเชียง 1 เส้นกว่า หรือหมูยอราว 1 ใน 4 แท่ง
อาหารขนาดโดยประมาณ50 กรัมเท่ากับ
แฮมแผ่นบางแผ่นละราว 23 กรัมประมาณ 2 แผ่น
ไส้กรอกชิ้นใหญ่แบบฮอตด็อกชิ้นละราว 45 ถึง 50 กรัมประมาณ 1 ชิ้น
เบคอนทอดกรอบชิ้นละราว 8 ถึง 12 กรัมประมาณ 4 ถึง 6 ชิ้น
กุนเชียงเส้นละราว 35 ถึง 40 กรัมประมาณ 1 เส้นกับอีกหนึ่งท่อน
หมูยอแท่ง 200 กรัมดูน้ำหนักบนฉลากประมาณ 1 ใน 4 แท่ง
แหนมห่อ 100 กรัมดูน้ำหนักบนฉลากประมาณครึ่งห่อ
ลูกชิ้น หมูแผ่น ไส้กรอกย่างเสียบไม้ต่างกันมากตามร้านชั่งดูสักครั้ง หรือดูน้ำหนักต่อซอง

ลองนับดูว่าวันไหนที่เรามีไส้กรอกตอนเช้า ข้าวผัดแฮมตอนกลางวัน และลูกชิ้นตอนดึก ก็อาจทะลุ 100 กรัมไปแบบไม่รู้ตัวเลยค่ะ

กินได้บ่อยแค่ไหน และเปลี่ยนเป็นอะไรดี?

องค์การอนามัยโลกบอกว่าข้อมูลที่มียังสรุปไม่ได้ว่ามีปริมาณที่ปลอดภัยหรือไม่ ส่วนกองทุนวิจัยมะเร็งโลก (WCRF) แนะนำให้กินเนื้อสัตว์แปรรูปให้น้อยมาก หรือไม่กินเลย และจำกัดเนื้อแดงไม่เกินราว 3 ส่วนต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 350 ถึง 500 กรัม (น้ำหนักสุก) ต่อสัปดาห์ค่ะ

สลับเมนูเนื้อสัตว์แปรรูป ไส้กรอกเป็นไข่ต้ม ข้าวผัดแฮมเป็นข้าวผัดไข่ใส่ผัก ลูกชิ้นปิ้งตอนดึกเป็นข้าวโพดต้ม กินเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นของนานๆ ที

ในชีวิตจริง นารักษ์แนะนำให้มองเนื้อสัตว์แปรรูปเป็น “ของนานๆ ที” ไม่ใช่ “กับข้าวประจำ” ถ้าตอนนี้กินเกือบทุกวัน ลองค่อยๆ ลดเหลือสัปดาห์ละ 1 ถึง 2 ครั้งในปริมาณน้อย ไม่ต้องตัดขาดจนเครียด แต่ให้มันเป็นเครื่องปรุงรส ไม่ใช่พระเอกของจานค่ะ แล้วลองสลับตามนี้

เคยกินลองเปลี่ยนเป็น
ไส้กรอกกับนมเป็นมื้อเช้าไข่ต้ม อกไก่ย่าง หรือข้าวต้มปลา
ข้าวผัดแฮม ข้าวผัดกุนเชียงข้าวผัดไข่ใส่กุ้ง ไก่ หรือเต้าหู้ ใส่ผักเยอะๆ
หมูยอจิ้มแจ่วไก่ต้มหรือปลานึ่งจิ้มแจ่ว คู่ผักสด
ลูกชิ้นปิ้งตอนดึกข้าวโพดต้ม ถั่วแระต้ม หรือผลไม้
หมูแผ่น หมูหยองกับข้าวต้มไข่ต้ม ปลาทูนึ่ง หรือไข่เจียวน้ำมันน้อย
ยำไส้กรอก ยำหมูยอยำวุ้นเส้นกุ้ง ยำไข่ต้ม ยำปลาทู

ทริกเล็กๆ ถ้ายังอยากกิน

  • อ่านฉลาก เลือกที่มีเลขสารบบอาหาร (อย.) วันผลิตวันหมดอายุชัดเจน และดูปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภค
  • เลี่ยงสีชมพูแดงสดผิดธรรมชาติ ตามคำแนะนำของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
  • ต้ม นึ่ง หรืออบไฟกลาง แทนการทอดหรือปิ้งจนไหม้ กลับด้านบ่อยๆ และตัดส่วนที่ดำเกรียมทิ้ง
  • แหนมต้องสุกเท่านั้น กรมควบคุมโรคเตือนว่าแหนมดิบและหมูดิบเสี่ยงโรคไข้หูดับจากเชื้อ Streptococcus suis ควรปรุงให้สุกทั่วถึง ส่วนแหนมหมักแบบอื่นอ่านเพิ่มได้ใน อาหารหมักไทยกับลำไส้

ไฟเบอร์ ตัวช่วยที่ลำไส้อยากได้คู่กัน

ข่าวดีคือเราไม่ได้มีแค่ปุ่ม “ลด” แต่ยังมีปุ่ม “เพิ่ม” ด้วยค่ะ WCRF สรุปว่าการกินอาหารที่มีใยอาหารสูง โดยเฉพาะธัญพืชไม่ขัดสี ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่

ไฟเบอร์ทำให้อุจจาระนิ่มและเคลื่อนผ่านลำไส้เร็วขึ้น สารที่ไม่ดีจึงค้างอยู่ในลำไส้สั้นลง แถมยังเป็นเสบียงให้ “กองทัพจุลินทรีย์ดี” ในบ้านลำไส้ของเราแข็งแรงขึ้นด้วย ลองเปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้องบางมื้อ และเพิ่มผักทุกจาน ใครไม่แน่ใจว่าต้องกินเท่าไหร่ อ่านต่อได้ที่ ไฟเบอร์ควรกินวันละเท่าไหร่ ค่ะ WCRF ย้ำด้วยว่าควรได้ไฟเบอร์จากอาหารจริง เพราะยังไม่มีหลักฐานชัดว่าไฟเบอร์แบบอาหารเสริมให้ผลเท่ากัน

คำถามที่พบบ่อยเรื่องเนื้อสัตว์แปรรูปกับมะเร็งลำไส้

กินไส้กรอกแค่ชิ้นเดียว จะเป็นมะเร็งไหม?

ไม่ได้แปลว่าจะเป็นมะเร็งค่ะ ความเสี่ยงสะสมจากการกินบ่อยและมากต่อเนื่องหลายปี สิ่งที่ควรปรับคือนิสัยกินทุกวัน ไม่ใช่ไส้กรอกชิ้นเดียวค่ะ

เนื้อสัตว์แปรรูปจากไก่ ปลอดภัยกว่าหมูไหม?

ไม่ได้ปลอดภัยกว่าแบบชัดเจนค่ะ IARC ระบุว่าเนื้อสัตว์แปรรูปอาจทำจากไก่หรือสัตว์ปีกได้เช่นกัน และยังผ่านการใส่เกลือ บ่ม หรือเติมสารกันเสียเหมือนกัน ถ้าอยากได้โปรตีนที่ดีกว่า ให้เลือกเนื้อไก่หรือปลาที่ไม่แปรรูปแทน

ลูกชิ้นกับหมูแผ่นนับเป็นเนื้อสัตว์แปรรูปไหม?

นับค่ะ ตามนิยามของ IARC เนื้อที่ถูกปรุงแต่งด้วยการใส่เกลือ บ่ม หมัก รมควัน หรือกรรมวิธีเพื่อยืดอายุและเพิ่มรสชาติ ถือเป็นเนื้อสัตว์แปรรูปทั้งหมด ลูกชิ้น หมูแผ่น หมูหยอง จึงอยู่ในกลุ่มที่ควรกินให้น้อยลงเช่นกัน

สรุปแล้ว ไม่ต้องกลัวไส้กรอกจนนอนไม่หลับ แต่ก็อย่าให้มันอยู่ในจานทุกวันนะคะ ลดความถี่ เปลี่ยนวิธีปรุง แล้วเติมผักกับธัญพืชให้ลำไส้ได้พักบ้าง บ้านลำไส้ของเราจะขอบคุณเราแน่นอนค่ะ

แหล่งอ้างอิง

  • International Agency for Research on Cancer (IARC). Press Release No. 240. IARC Monographs evaluate consumption of red meat and processed meat. 26 October 2015.
  • World Health Organization. Cancer. Carcinogenicity of the consumption of red meat and processed meat (Questions and answers).
  • Union for International Cancer Control (UICC). How to interpret IARC findings on red and processed meat as cancer risk factors.
  • Cancer Research UK. Processed meat and cancer, what you need to know. 26 October 2015.
  • Cancer Research UK. Bacon, ham, hot dogs, salami, how does processed meat cause cancer and how much matters? 1 August 2024.
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. ผลการเฝ้าระวังไนเทรตและไนไทรต์ในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป. 21 พฤษภาคม 2569.
  • สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา กรมควบคุมโรค. เตือน กินแหนมดิบ หมูดิบ เลือดดิบ เสี่ยงโรคไข้หูดับ. 4 มกราคม 2567.
  • World Cancer Research Fund (WCRF). Limit red and processed meat, recommendation evidence.
  • World Cancer Research Fund (WCRF). Fibre, wholegrains and cancer.
  • National Cancer Institute (NCI). Chemicals in meat cooked at high temperatures and cancer risk.
  • World Health Organization. Sodium reduction, fact sheet.
  • NHS. Meat in your diet.

บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์

อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง