สารอะฟลาท็อกซินในถั่วลิสง พริกป่น พริกแห้ง ข้าวโพด ภัยเงียบเสี่ยงมะเร็งตับ

อะฟลาท็อกซินคือสารพิษจากเชื้อราในถั่วลิสง พริกป่น พริกแห้ง และข้าวโพด เสี่ยงมะเร็งตับโดยเฉพาะคนที่มีไวรัสตับอักเสบบี นารักษ์สรุปความเสี่ยงจริงและวิธีเลือก เก็บ และทิ้งให้ถูกค่ะ

อะฟลาท็อกซินในถั่วลิสงป่นและพริกป่น ผู้หญิงไทยในร้านก๋วยเตี๋ยวชูกระปุกถั่วป่นขึ้นมาดูอย่างสงสัย หน้าโต๊ะมีชุดเครื่องปรุง 4 กระปุก ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ และส้มตำ

ก๋วยเตี๋ยวต้มยำชามโปรดมาถึงโต๊ะ มือก็เอื้อมไปหากระปุกพริกป่นกับถั่วลิสงป่นแบบอัตโนมัติ ตักไปสองช้อนพูนๆ ส่วนส้มตำไทยตอนบ่ายก็ต้องสั่งเพิ่มถั่วอีกนิดถึงจะฟิน เคยสงสัยไหมคะว่าถั่วกับพริกในกระปุกนั้นเปิดทิ้งไว้บนโต๊ะมากี่วันแล้ว?

อะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) คือสารพิษที่เชื้อราบางชนิดสร้างขึ้นในถั่วลิสง พริกแห้ง พริกป่น ข้าวโพด และของแห้งที่เก็บในที่ร้อนชื้น องค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) จัดให้เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์กลุ่มที่ 1 โดยเชื่อมโยงกับมะเร็งตับ และความเสี่ยงจะสูงขึ้นมากในคนที่มีไวรัสตับอักเสบบีอยู่แล้ว ข่าวดีคือเราไม่ต้องเลิกกินถั่วหรือพริกเลยค่ะ แค่เลือกและเก็บให้เป็น วันนี้นารักษ์สรุปมาให้ครบ ตั้งแต่ความเสี่ยงจริงมีขนาดไหน ไปจนถึงเช็กลิสต์ของแห้งในครัวค่ะ

อะฟลาท็อกซินคืออะไร มาจากไหน?

อะฟลาท็อกซินมาจากเชื้อราในกลุ่ม Aspergillus โดยเฉพาะ Aspergillus flavus และ Aspergillus parasiticus ค่ะ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าเชื้อรากลุ่มนี้ชอบขึ้นในธัญพืชอย่างข้าวโพดและข้าว พืชน้ำมันอย่างถั่วลิสง เครื่องเทศอย่างพริกและพริกไทย รวมถึงถั่วเปลือกแข็งต่างๆ

ลองนึกภาพว่าเชื้อราคือผู้บุกรุกที่ชอบบ้านร้อนและชื้น เมืองไทยที่ร้อนชื้นเกือบทั้งปีจึงเหมือนรีสอร์ตห้าดาวของมันเลยค่ะ ยิ่งถ้าถั่วหรือพริกตากไม่แห้งสนิท เก็บในถุงที่อับชื้น หรือวางทิ้งไว้นานๆ ก็ยิ่งเปิดประตูต้อนรับ ที่น่ากลัวคือสารพิษเป็นสิ่งที่ตาเรามองไม่เห็น ของบางกระปุกที่ดูปกติจึงอาจมีสารพิษปนอยู่ได้

อะฟลาท็อกซินเสี่ยงมะเร็งตับจริงไหม และเสี่ยงมากแค่ไหน?

เสี่ยงจริงค่ะ แต่ขนาดความเสี่ยงขึ้นกับปริมาณที่ได้รับและระยะเวลาที่กินต่อเนื่อง IARC จัดอะฟลาท็อกซินที่เกิดตามธรรมชาติไว้ในกลุ่มที่ 1 ส่วนกองทุนวิจัยมะเร็งโลก (WCRF) ก็สรุปว่าการกินอาหารที่ปนเปื้อนอะฟลาท็อกซินเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ

ต้องเข้าใจก่อนนะคะว่า กลุ่มที่ 1 ของ IARC หมายถึงหลักฐานชัดเจนว่า “ก่อมะเร็งในคนได้” ไม่ได้บอกว่าอันตรายเท่ากันทุกตัว หรือกินครั้งสองครั้งแล้วจะเป็นมะเร็ง ความเสี่ยงจริงขึ้นกับว่าได้รับมากแค่ไหนและบ่อยแค่ไหน อะฟลาท็อกซินเป็นพิษต่อตับแบบสะสม ระยะแรกมักไม่มีอาการ อย. ให้ข้อมูลว่าการได้รับต่อเนื่องอาจทำให้ตับอักเสบ ตับแข็ง จนถึงมะเร็งตับ ส่วนการได้รับปริมาณสูงมากในครั้งเดียวจนเกิดพิษเฉียบพลันนั้นพบได้น้อย มักเกิดในพื้นที่ที่เก็บธัญพืชได้ไม่ดีและขาดแคลนอาหาร

ทำไมคนที่มีไวรัสตับอักเสบบีต้องระวังอะฟลาท็อกซินเป็นพิเศษ?

เพราะไวรัสตับอักเสบบีกับอะฟลาท็อกซินส่งเสริมกันจนความเสี่ยงคูณกันค่ะ ไม่ใช่แค่บวกกัน งานวิเคราะห์รวมของ Liu และคณะ ในวารสาร European Journal of Cancer ปี 2012 พบว่าในพื้นที่ที่ได้รับอะฟลาท็อกซินสูง

  • คนที่ได้รับอะฟลาท็อกซินแต่ไม่มีไวรัสตับอักเสบบี มีโอกาสเป็นมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 6 เท่า
  • คนที่มีไวรัสตับอักเสบบีอย่างเดียว สูงกว่าประมาณ 11 เท่า
  • คนที่มีทั้งสองอย่าง สูงกว่าประมาณ 73 เท่า

ตัวเลขนี้เป็นความเสี่ยงสัมพัทธ์ (Relative Risk) ที่มาจากพื้นที่ปนเปื้อนสูงในเอเชียและแอฟริกา ไม่ได้แปลว่าคนไทยที่กินส้มตำใส่ถั่วจะมีโอกาสเป็นมะเร็งตับ 73 เท่านะคะ แต่บอกเราชัดๆ ว่า ถ้าตับมีไวรัสอยู่แล้ว การลดอะฟลาท็อกซินยิ่งคุ้มค่า รายงานของ IARC เองก็ระบุว่าผลของอะฟลาท็อกซินเด่นชัดเป็นพิเศษในคนที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี

ต้ม ผัด หรือคั่วแล้ว อะฟลาท็อกซินหายไปไหม?

ไม่หายค่ะ ความร้อนจากการหุงต้มในครัวทั่วไปทำลายอะฟลาท็อกซินได้น้อยมาก WHO ระบุว่าสารพิษจากเชื้อราส่วนใหญ่ทนทานและรอดผ่านกระบวนการแปรรูปอาหารได้ งานทบทวนในวารสาร International Journal of Molecular Sciences ปี 2021 ก็สรุปว่าอะฟลาท็อกซินคงตัวแม้อุณหภูมิเกิน 100 องศาเซลเซียส การต้ม การแช่แข็ง หรือการใช้แรงดันแทบไม่มีผล

ต้ม ผัด หรือคั่วไม่ทำให้อะฟลาท็อกซินหายไป ความร้อนในครัวทำลายสารพิษได้น้อยมาก พริกแห้งและถั่วที่ขึ้นราต้องทิ้งทั้งหมด

การคั่วที่อุณหภูมิตั้งแต่ประมาณ 150 องศาเซลเซียสขึ้นไปช่วยลดลงได้บางส่วน แต่ไม่ได้ทำให้หมดไป เพราะฉะนั้นการเอาถั่วที่ขึ้นราไปคั่วใหม่ หรือเอาพริกแห้งที่มีจุดราไปผัดให้หอม ไม่ได้ทำให้ปลอดภัยนะคะ ทางที่ดีที่สุดคือไม่ให้ราขึ้นตั้งแต่แรก และทิ้งเมื่อเห็นว่าขึ้นราแล้ว

อาหารไทยที่เสี่ยงอะฟลาท็อกซิน มีอะไรบ้าง?

อาหารไทยที่ต้องระวังที่สุดคือของแห้งที่เราใช้ทุกวันและมักเก็บไว้นานค่ะ อย. และโรงพยาบาลรามาธิบดีระบุกลุ่มเสี่ยงไว้ตรงกัน ได้แก่ ถั่วลิสงและผลิตภัณฑ์จากถั่ว พริกแห้ง พริกป่น พริกไทย ข้าวโพด ธัญพืช กุ้งแห้ง ปลาแห้ง หอมแดงแห้ง กระเทียมแห้ง และงา

อาหารไทยเสี่ยงอะฟลาท็อกซิน ถั่วลิสงป่น พริกป่น พริกแห้ง ข้าวโพดแห้ง และถั่วหรือของแห้งที่เก็บไว้นานในที่ชื้น

1. ถั่วลิสงป่นในก๋วยเตี๋ยวและส้มตำ

ถั่วลิสงเป็นพืชที่เชื้อรากลุ่มนี้ชอบมาก พอถูกบดเป็นผงก็เห็นเมล็ดที่เสียได้ยากขึ้น และกระปุกที่เปิดทิ้งไว้บนโต๊ะร้านก็โดนความชื้นจากไอน้ำก๋วยเตี๋ยวทั้งวัน

2. พริกป่นตามร้านและพริกแห้ง

พริกต้องผ่านการตาก ถ้าตากไม่แห้งหรือเก็บในที่อับ ราก็ขึ้นได้ง่าย พริกป่นยิ่งเช็กด้วยตายาก เพราะจุดราหรือเม็ดที่เสียจะปนไปกับผงแดงๆ หมด

3. ข้าวโพดแห้งและธัญพืช

ข้าวโพดเป็นหนึ่งในพืชที่ WHO ยกตัวอย่างว่าปนเปื้อนบ่อย โดยเฉพาะเมล็ดที่แตก ขึ้นรา หรือเก็บในความชื้น ส่วนข้าวโพดต้มสดที่กินทันทีมีความเสี่ยงน้อยกว่าของแห้งที่เก็บนาน

4. ถั่วและของแห้งที่เก็บไว้นาน

ถั่วเม็ดใหญ่ ถั่วเปลือกแข็ง กุ้งแห้ง หอม กระเทียม และเครื่องเทศที่ซื้อทีละเยอะแล้วลืมไว้หลังตู้ เป็นกลุ่มที่เราชอบมองข้ามค่ะ ยิ่งเก็บนานในอากาศร้อนชื้น โอกาสราขึ้นก็ยิ่งมาก

ผลตรวจในไทยเจออะฟลาท็อกซินมากแค่ไหน?

ผลตรวจในไทยพบว่าส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ แต่มีบางตัวอย่างเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากถั่วลิสงและพริกค่ะ ค่ามาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขที่งานวิจัยเหล่านี้ใช้เทียบคือไม่เกิน 20 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม

การตรวจตัวอย่างสิ่งที่พบ
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ปี 2550พริกป่นจากตลาดสด กรุงเทพฯ และปริมณฑล 20 ตัวอย่างพบอะฟลาท็อกซิน 2 ตัวอย่าง ทั้งคู่ไม่เกินมาตรฐาน
วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ปี 2558ถั่วพร้อมบริโภคในกรุงเทพฯ 266 ตัวอย่างพบอะฟลาท็อกซิน 12 ตัวอย่าง (ร้อยละ 4.5) เกินมาตรฐาน 7 ตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นถั่วลิสงคั่ว ถั่วตัด และถั่วป่น
วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน ปี 2567อาหารแห้งจากซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านชำในกรุงเทพฯ 66 ตัวอย่างเกินมาตรฐานร้อยละ 7.6 พริกแห้งมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดในกลุ่ม

สรุปแบบไม่ตื่นตูมคือ ของส่วนใหญ่ในตลาดผ่านเกณฑ์ค่ะ แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่เกิน และเราแยกด้วยตาไม่ออก การเลือกซื้อ เก็บ และทิ้งให้ถูกจังหวะจึงเป็นเกราะที่เราทำเองได้ทุกวัน

วิธีเลือกซื้อและเก็บถั่ว พริก ข้าวโพด ให้ห่างไกลอะฟลาท็อกซิน

หลักสำคัญมีแค่สามคำค่ะ ซื้อสด เก็บแห้ง และกล้าทิ้ง

วิธีเลือกซื้อและเก็บถั่ว พริก ข้าวโพด ซื้อทีละน้อย คั่วและป่นพริกเองที่บ้าน เก็บในโหลปิดสนิทที่แห้งและเย็น และเห็นราต้องทิ้งทั้งหมด
  1. ซื้อทีละน้อย ใช้ให้หมดเร็ว ของแห้งไม่ใช่ของที่ยิ่งตุนยิ่งคุ้ม ซื้อพอใช้สักสองสามสัปดาห์ก็พอค่ะ
  2. เลือกเมล็ดสวย ไม่มีกลิ่นอับ ถั่วต้องเมล็ดเต็ม ไม่ลีบ ไม่แตก ไม่มีจุดดำหรือผงสีเขียวเหลือง พริกแห้งต้องสีสดตามธรรมชาติ แห้งกรอบ ไม่ชื้น เลือกของในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิท ไม่ฉีกขาด
  3. ป่นเองที่บ้าน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แนะนำให้ซื้อพริกแห้งทั้งเม็ดมาคั่วและป่นเองทีละน้อย ถั่วลิสงก็เช่นกัน เพราะเราเห็นเมล็ดก่อนบดและคัดตัวที่เสียออกได้
  4. เก็บในขวดโหลปิดสนิท ที่แห้งและเย็น ถ้าใช้ไม่หมดเร็ว เก็บในตู้เย็นช่วยได้ ใช้ช้อนแห้งตักทุกครั้ง อย่าวางไว้ข้างเตาหรือหม้อที่มีไอน้ำ
  5. เห็นราต้องทิ้งทั้งหมด อย. แนะนำว่าอย่าเขี่ยหรือตัดเฉพาะส่วนที่ขึ้นราออก เพราะสารพิษอาจกระจายไปทั่วแล้ว รวมถึงของที่สีเปลี่ยน เมล็ดเหี่ยว มีกลิ่นอับ หรือรสขมหืนผิดปกติก็ทิ้งเถอะค่ะ
  6. กินนอกบ้านอย่างฉลาด ถ้าถั่วป่นหรือพริกป่นในกระปุกดูจับตัวเป็นก้อน ชื้น หรือสีคล้ำ ข้ามไปได้เลย และสั่งส้มตำแบบถั่วน้อยลงบ้างในวันที่กินนอกบ้านบ่อย

อีกเรื่องที่ช่วยดูแลตับไปพร้อมกันคือการลดขนมกรุบกรอบและถั่วอบเค็มที่กินเพลินทั้งวัน อ่านเพิ่มได้ใน 10 ขนมที่ยิ่งกินยิ่งเสี่ยงทำร้ายสุขภาพ ค่ะ

เช็กลิสต์ของแห้งในครัว แบบไหนเก็บต่อได้ แบบไหนควรทิ้ง

เปิดตู้กับข้าวแล้วเช็กตามตารางนี้ได้เลยค่ะ ถ้าเจอข้อใดข้อหนึ่งในช่องสัญญาณอันตราย ทิ้งทั้งถุงหรือทั้งกระปุกไม่ต้องเสียดาย

ของแห้งสัญญาณที่ควรทิ้งวิธีเก็บที่แนะนำ
ถั่วลิสงทั้งเมล็ดมีจุดราสีเขียวเหลือง เมล็ดลีบ สีคล้ำ กลิ่นอับ รสขมหืนขวดโหลปิดสนิท ที่แห้งและเย็น ใช้ไม่หมดเร็วเก็บในตู้เย็น
ถั่วลิสงป่นจับตัวเป็นก้อน ชื้น สีคล้ำ กลิ่นหืนป่นเองทีละน้อย ใช้ให้หมดภายในไม่กี่วัน
พริกแห้งมีรอยราสีขาว เทา หรือเขียว เม็ดนิ่มชื้น สีซีดผิดปกติตากหรือคั่วให้แห้ง เก็บในภาชนะปิดสนิท
พริกป่นจับตัวเป็นก้อน มีกลิ่นอับ สีคล้ำป่นเองทีละน้อย ใส่กระปุกแห้งสนิท
ข้าวโพดแห้ง ธัญพืชเมล็ดแตก มีรา มีมอด หรือขึ้นฝุ่นสีเขียวเก็บในที่แห้ง ปิดสนิท ไม่ซื้อตุน
กุ้งแห้ง หอม กระเทียม พริกไทยชื้น มีรา กลิ่นผิดปกติซื้อพอใช้ เก็บในที่แห้งและเย็น

ควรตรวจไวรัสตับอักเสบบีเมื่อไหร่?

ถ้าคุณเกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 ควรตรวจไวรัสตับอักเสบบีอย่างน้อยหนึ่งครั้งค่ะ เพราะประเทศไทยเริ่มฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีให้ทารกแรกเกิดทุกคนตั้งแต่ปีนั้น คนที่เกิดก่อนหน้าจึงอาจติดเชื้อมาโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่มีอาการ

  • คนไทยที่เกิดก่อนปี 2535 ใช้สิทธิตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีด้วยการตรวจ HBsAg ได้ฟรี 1 ครั้งตลอดชีวิต ที่สถานพยาบาลของรัฐ ใช้บัตรประชาชนใบเดียว
  • สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทยแนะนำให้ตรวจ HBsAg เพื่อดูว่าติดเชื้อหรือไม่ และตรวจ anti-HBs เพื่อดูว่ามีภูมิคุ้มกันแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่มีภูมิก็ปรึกษาแพทย์เรื่องฉีดวัคซีนได้
  • ควรปรึกษาแพทย์เร็วขึ้นถ้ามีคนในครอบครัวเป็นไวรัสตับอักเสบบีหรือมะเร็งตับ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ตาเหลือง ตัวเหลือง ท้องบวม

ถ้าผลตรวจพบว่าเป็นพาหะ อย่าเพิ่งตกใจนะคะ หลายคนใช้ชีวิตได้ปกติด้วยการตรวจติดตามกับแพทย์สม่ำเสมอ ร่วมกับงดแอลกอฮอล์ และระวังของแห้งขึ้นราตามเช็กลิสต์ข้างบนให้เข้มขึ้นอีกนิด

คำถามที่พบบ่อยเรื่องอะฟลาท็อกซิน

กินส้มตำใส่ถั่วหรือก๋วยเตี๋ยวใส่ถั่วป่นทุกวัน อันตรายไหม?

ถั่วลิสงที่สดและเก็บดีไม่ได้อันตรายค่ะ ปัญหาอยู่ที่ถั่วเก่า ชื้น หรือขึ้นรา ถ้ากินนอกบ้านบ่อย ลองสังเกตสภาพถั่วป่นในกระปุก ลดปริมาณลงบ้าง และใช้ถั่วที่ป่นเองเมื่อทำกินที่บ้าน

ขูดส่วนที่ขึ้นราออก แล้วกินส่วนที่เหลือได้ไหม?

ไม่แนะนำค่ะ อย. เตือนว่าสารพิษอาจกระจายไปทั้งชิ้นหรือทั้งถุงแล้ว แม้มองไม่เห็นรา สำหรับถั่ว พริก และของแห้ง ทิ้งทั้งหมดปลอดภัยที่สุด

เก็บถั่วลิสงและพริกในตู้เย็นช่วยได้จริงไหม?

ช่วยได้ค่ะ เพราะเชื้อราชอบที่อุ่นและชื้น การเก็บในภาชนะปิดสนิทในที่แห้งและเย็นช่วยชะลอไม่ให้ราขึ้น แต่ไม่ได้ทำลายสารพิษที่เกิดขึ้นไปแล้ว ของที่มีราหรือกลิ่นอับตั้งแต่ก่อนแช่ก็ยังต้องทิ้งนะคะ

แหล่งอ้างอิง

  • World Health Organization. Mycotoxins, Fact sheet.
  • IARC Monographs Volume 82 (2002). Aflatoxins, Summary and Evaluation.
  • World Cancer Research Fund. Liver cancer, preventing cancer.
  • Liu Y, Chang CCH, Marsh GM, Wu F. Population attributable risk of aflatoxin-related liver cancer, systematic review and meta-analysis. European Journal of Cancer. 2012.
  • Kutasi K, et al. Approaches to Inactivating Aflatoxins, A Review and Challenges. International Journal of Molecular Sciences. 2021.
  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. แอฟลาทอกซิน สารพิษจากเชื้อราในอาหารแห้ง (อินโฟกราฟิก).
  • ศศิธร ฐิติเพชรกุล และคณะ. การปนเปื้อนเชื้อราและอะฟลาทอกซินในผลิตภัณฑ์ถั่วพร้อมบริโภค. วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2558 ปีที่ 57 ฉบับพิเศษ 2
  • ณัชชา อังกินันทน์ และคณะ. การประเมินการปนเปื้อนสารอะฟลาท็อกซินในอาหารแห้งจากซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านของชำในเขตกรุงเทพมหานคร. วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน 2567 ปีที่ 10 ฉบับที่ 4
  • ผู้จัดการออนไลน์. กรมวิทย์เผยผลตรวจอฟลาทอกซินในพริกป่นไม่น่าห่วง. 20 มีนาคม 2550
  • โรงพยาบาลรามาธิบดี รามา แชนแนล. ระวัง อะฟลาท็อกซิน สารพิษก่อมะเร็งร้ายแรงในอาหารแห้ง
  • สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย. วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ทำไมคนที่เกิดก่อนปี 2535 จึงควรฉีด
  • กรุงเทพธุรกิจ. วัคซีนตับอักเสบบี สิทธิบัตรทอง ฟรีเฉพาะเด็กแรกเกิด ส่วนเกิดก่อนปี 35 มีสิทธิคัดกรอง

บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์

อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง